ประวัติผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม

ฉบับดร.ภิเษก ศรีสวัสดิ์ คนบ้านค่าย เลือดบ้านค่ายโดยกำเนิด..ผู้เขียนความจริง


"กำเนิดพรายกุมารหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่"

 

 


"Little Bitty Baby Prai KuMarn Luang Pu Tim Wud LaHarnRai 1962-1972,Bankhai District,Rayong Province"


"เจ้าพรายน้อยปีขาลวันอังคารบ้านค่ายระยองกู่ก้อง เรียกร้องความถูกต้องตอบสนองความเป็นจริงสิ่งเป็นมา"

  "กำเนิดพรายกุมารปีพ.ศ.2493 ครั้งแรกครั้งเดียวของโลก"
      ในปีพ.ศ.2493 หรือค.ศ.1950 มีเหตุการณ์สำคัญของไทยและของโลกเกิดขึ้นหลายความสำคัญที่น่าจดจำ เริ่มจากช่วงต้นปีจากการเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประเทศไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 หลังทรงสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์บัณฑิตย์ คณะวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโลซานน์ สวิตเซอร์แลนด์
     28 เมษายน พ.ศ.2493 ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
      5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 รัชกาลที่ 9 เสวยเศวตรฉัตรมงคลเป็นครั้งที่ 2 ส่งผลให้วันที่ 5 พ.ค.ของทุกปีเป็น"วันฉัตรมงคล"
       อีกด้านหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออก "สงครามเกาหลี" ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งแยกประเทศเป็น"เกาหลีเหนือ กับ เกาหลีใต้ ได้ประทุขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2493 ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 จะลงพระปรมาภิไธยส่งทหารไทยไปช่วยเกาหลีใต้รบป้องกันประเทศในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

      กลับมาที่วัดละหารไร่(วัดไร่วารี)ท้องที่ต.ละหาร บ้านค่าย ระยองในปีพ.ศ.2493 (ต่อมาต.ละหารแยกตัวออกไปจากอำเภอบ้านค่าย ไปตั้งเป็นกิ่งอำเภอปลวกแดงร่วมกับต.ตาสิทธิ์เมื่อปีพ.ศ.2513 และยกฐานะเป็นอำเภอปลวกแดงปีพ.ศ.2522 ส่วนวัดละหารไร่ ปัจจุบันขึ้นกับต.หนองละลอก บ้านค่าย ระยองตามการแบ่งเขตปกครองด้วยสภาพภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมและการติดต่อสัมพันธ์ในอดีต
      ปีพ.ศ.2493 มีการค้นพบหญิงสาวตายทั้งกลมที่วัดละหารใหญ่ ที่สำคัญได้เสียชีวิตลงเมื่อวันเสาร์และกำหนดเผาหรือฝังในวันอังคารตามตำราโบราณพอดี "ตายวันเสาร์ เผาวันอังคาร"หลังทราบข่าวหลวงปู่ทิม อิสริโก พระเถระที่มีชื่อเสียงเรื่องพืชสมุนไพรรักษาโรคหรือเป็นพระหมอยาที่มีถิ่นพำนักอยู่ในป่าตามสภาพของวัดละหารไร่ ณ เวลานั้นมีวัย 71 ปีย่าง 72 ปี 48 พรรษาบวช ได้คำนวณการเกิดของทารกน้อยหากลืมตาดูโลกจะเกิดตรงกับวันอังคาร ปีขาลพอดีซึ่งก้อตรงตามตำรายิ่งขึ้นไปอีก โดยผู้เข้าไปทำพิธีขอร่าง'พ่อพรายน้อย'จากแม่ที่ตายทั้งกลมในครั้งนั้นคือโยมสาย แก้วสว่าง ลูกศิษย์คนสนิทของหลวงปู่ทิมกับสามเณรสาคร(ต่อมาคือหลวงพ่อสาคร อดีตเจ้าอาวาสวัดหนองกรับ) สาเหตุที่โยมสาย แก้วสว่างเลือกสามเณรสาครให้ไปด้วยกับตนเองนั้นก้อเพราะสามเณรสาคร เกิดพ.ศ.2481 ปีขาล วันอังคารมีอายุมากกว่า'พ่อพรายน้อย'หากได้กำเนิดมาเป็นทารก 1 รอบเท่ากับว่าเกิดปีขาล วันอังคารเช่นกันดังนั้นจึงต้องพาสามเณรสาครไปช่วยตามเคล็ดลับวิชา "เสือย่อมไม่กินเนื้อเสือ"และก้อทำสำเร็จได้พรายกุมารมาทำตามตำราพิธีโบราณทุกอย่างจนได้"ผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม"อันลือลั่นไปทั่วปฐพี
      ปีพ.ศ.2505-2515 คือระยะเวลาการสร้างพระผงพรายกุมาร หลังจากที่หลวงปู่ทิม อิสริโก มีวัยเกิน 80 ปีคือ 83 ปีเพราะหากยังมีอายุไม่ถึงพระพุทธเจ้าที่ดับขันธ์ปรินิพพานในวัย 80 พรรษาแล้วหลวงปู่ทิม จะสร้างแต่"ตะกรุด"และเครื่องรางของขลังเช่นปลัดขิกทำจากไม้แก่นคูณตายพราย,พระขรรค์/กริชที่ทำจากไม้พญาดำดง ไม้ชนิดนี้ปัจจุบันสูญพันธ์ุไปแล้วโดยหลวงปู่ทิม ให้ลูกศิษย์ไปนำมาจากดงพญาเย็น ปราจีนบุรีไปกลับโดยคาราวานเกวียน 3 เล่มใช้เวลาประมาณเกือบหนึ่งเดือน ไม้พญาดำดงที่นำมายืนต้นตายมาแล้วหลายร้อยปี('ดงพญาเย็น'แต่เดิมเรียก'ดงพญาไฟ'ต่อมารัชกาลที่5 ทรงเปลี่ยนชื่อเรียกเพราะระหว่างสร้างทางรถไฟสายแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมาในปีพ.ศ.2436 เกิดไข้ป่าและไข้มาลาเรียรวมทั้งอหิวาตกโรค มีผู้คนที่บ้านปากช่องเขา หรือเขตอำเภอปากช่องในปัจจุบันเสียชีวิตมากกว่า1,000 คนจึงเปลี่ยนชื่อเพื่อให้เย็นลง)ผ้ายันต์/เสื้อยันต์,ธง,ไม้แกะเป็นรูปสัตว์อาทินกสาริกาคู่,ลิงแกะ,เสือแกะจากกรามช้างน้ำ,ชูชกแกะจากไม้คูณตายพรายและพระปิดตาไม้ตับเต่าเป็นต้น
     โดยหลังจากทำผงพรายกุมารเสร็จท่านได้เก็บไว้โดยไม่ได้ทำอะไรเพราะมีความเชื่อว่ายังไม่ถึงเวลาที่ท่านจะมีอายุเท่าพระพุทธเจ้าในวัย 80 ปี
      จนกระทั่งปีพ.ศ.2503 หลวงปู่ทิมในวัย 81 ปี 57 พรรษาบวชได้สร้างพระผงโสฬสมหาพรหมเช่นพระปิดตา,พระพิมพ์พระผงสุพรรณ,พระพิมพ์สัตตนาเคฯลฯ
     ปีพ.ศ.2505-2515 เริ่มต้นสร้าง'พระผงพรายกุมารพิมพ์นางพญา'เป็นพิมพ์แรกตามคตินิยมที่ต้องสร้างตัว"แม่"ขึ้นมาก่อน ถัดมาก้อ'พระผงพรายกุมารพิมพ์พลายเพชรพลายบัว'ต่อด้วย'พระผงพรายกุมารพิมพ์สิวลี'ที่เป็นดำริสร้างของหลวงปู่ทิม หากมีไว้ครอบครองจะไม่อดอยากหากินได้คล่องตัวและสร้าง'พระผงพรายกุมารพิมพ์เศียรโต/เศียรเล็ก'รวมทั้ง'พระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมารทั้งพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่"ที่โด่งดังทั่วประเทศในขณะนี้

     แม่พิมพ์ของ"พระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม อิสริโก"
      แม่พิมพ์แรกหรือ'บล๊อคแรกทำจากไม้ตะเคียน'ที่แกะพิมพ์โดยโยมสาย แก้วสว่าง ต่อมาพัฒนาเป็น'บล๊อคหินมีดโกน' 'บล๊อคทองเหลือง' 'บล๊อคทองเหลืองแต่ง'และ'บล๊อคเหล็ก'
      ส่วนผสมของมวลสารที่นำมาใช้กดพิมพ์พระขุนแผนพรายกุมารด้วยมือยุคแรกเริ่มคือเนื้อกระยาสารทผสมผงพรายกุมารซึ่งทำเฉพาะยุคแรกเท่านั้น เนื่องจากพิมพ์อักขระต่างๆบนองค์พระไม่ค่อยชัด ไม่สวยงามตามที่ตั้งใจต่อมาหลวงปู่ทิม ได้คิดค้นการนำเนื้อข้าวเหนียวสุกเสก น้ำข้าวมาผสมกับผงพรายกุมาร โดยมีกลวิธีที่จะให้'กุมารทอง'ได้อาศัยกินข้าวเหนียวสุกเสกเป็นอาหารไปตลอดอายุขัยที่หลวงปู่ทิม คาดคะเนไว้ว่าองค์พระจะมีความแข็งแกร่งคงทนอยู่ได้นานถึงหนึ่งพันปีเป็นอย่างน้อยหากไม่ตกแตกหรือถูกทำให้ชำรุดไปเสียก่อน
      ทั้งนี้หลวงปู่ทิม มองการณ์ไกลเรื่องสีขององค์พระที่ใช้น้ำว่านชนิดต่างๆมาผสมเพื่อความเป็นศิริมงคล มหานิยม มหาเสน่ห์ รวมทั้งเป็นสีประจำวันเกิดจึงได้นำว่านชนิดต่างๆมาคั้นน้ำผสมกับผงพรายกุมารและเนื้อข้าวเหนียวสุกเสกรวมทั้งน้ำข้าว ถ้าหากอยากได้สีขาวก้อไม่ต้องผสมน้ำว่าน ใช้ผงพรายกุมารเดิมๆ แต่ถ้าต้องการสีแดง ก้อผสมน้ำปูนกินหมาก/สีชมพู ผสมน้ำว่านสบู่เลือด/สีเหลือง ผสมน้ำว่านดอกทองซึ่งโยมสายไปเอาว่านดอกทองมาจากอ.สัตหีบ ชลบุรีว่านดอกทองนี้จัดเป็นมหาเสน่ห์นิยม หายากมาก/สีเขียว ผสมน้ำเถาวัลย์หลงและน้ำว่านขัดตามอญ/สีดำ ผสมว่านไพรดำ ว่านที่เชื่อกันว่ามีเทวดาปกปักรักษาว่านชนิดนี้ ส่วนองค์ที่มีสีทองนั้น หลวงปู่ทิมได้ให้ลูกศิษย์ไปขุดสายแร่ทองคำและสายแร่ทองแดงที่ถ้ำแห่งหนึ่งในจ.นครศรีธรรมราชก่อนที่จะตำให้ละเอียด ชุบน้ำมันงาพระเจ้าตากทาลงไปที่แม่พิมพ์ก่อนกดพิมพ์พระด้วยมือซึ่งนอกจากจะทำให้พระพิมพ์ขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ใหญ่มีสภาพที่สวยงามดุจทองคำแล้ว ยังเป็นการถนอมเนื้อพระให้แกร่งอยู่ได้นานคงทนหลายร้อยปีจนถึงพันปีเลยทีเดียว
       หลังจากนั้นในปีพ.ศ.2515 เมื่อได้พิมพ์พระขุนแผนพรายกุมารทั้งพิมพ์ใหญ่พิมพ์เล็กตามจำนวนที่ต้องการหลวงปู่ทิม ได้สั่งให้ลูกศิษย์เลื่อยผ่าแม่พิมพ์ทั้งหมดเป็น 4 ชิ้นนำไปเก็บไว้ที่บ้านลูกศิษย์ทั้ง4 ทิศทั่วทุกภาคทั่วไทยเพื่อให้พระขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิมโด่งดังไปทั้งสี่ทิศตามความเชื่อและตั้งใจของหลวงปู่ทิม
    วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน12 ปีพ.ศ.2515 หลวงปู่ทิม ได้หยุดทำพระผงพรายกุมารที่เป็นวิชาไสยเวทย์ด้านลึกลับเพราะมี"บัวผุด"ต้นเล็กๆผุดดอกขึ้นมาจากกะบะล้างหน้านั่นหมายความว่าหลวงปู่ทิม ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระอภิญญาหรือบรรลุอภิญญาเป็นพระอรหันต์ ท่านจึงเลิกทำพระผงพรายกุมาร และได้นำ'ดอกบัวผุด'มาผสมกับว่านไพรดำปั้นเป็น'พิมพ์พระปิดตาบัวผุด'ได้ทั้งสิ้น 22 องค์ พระพิมพ์นี้เป็นพระที่หลวงปู่ทิม ใช้พกติดย่ามเวลาเดินทางไปปลุกเสกนอกสถานที่ที่มีวัดต่างๆเชิญเข้ามาอย่างไม่ขาดสายในปีพ.ศ.2516-2518 แต่พระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมารปีพ.ศ.2517 นั้นยังหาหลักฐานการสร้างไม่เจอเพราะถ้าหากมีการสร้างพระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมารพิมพ์ปี2517 จริง ทำไมจึงไม่มีพระขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ปี2517 ในพื้นที่บ้านค่ายหรืออำเภอต่างๆในจังหวัดระยองเลย ทั้งๆที่เหรียญเจริญพร,เหรียญรูปไข่ผูกพัทธสีมาและเหรียญที่ปลุกเสกทุกชนิดในปี2517 สามารถพบเห็นได้ในตลาดไผ่ล้อมตำบลบ้านค่ายและตำบลหนองละลอก รวมทั้งตำบลอื่นของอำเภอบ้านค่าย ระยองในปัจจุบัน ส่วนพระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิมจะมีให้เห็นเฉพาะ"พระพิมพ์ขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ปี2505-2515 เท่านั้น
     ส่วน"พระพิมพ์ขุนแผนพรายกุมารพิมพ์ปี2517"ที่พวกเซียนพระกทม.บอกเป็นพิมพ์นิยมหรือบล๊อคนิยม/บล๊อคแรกนั้น ไม่มีให้เห็นแม้แต่องค์เดียวในพื้นที่บ้านค่ายและอำเภออื่นของระยองช่วงปี2517-2518 จนกระทั่งหลวงปู่ทิม ได้ล้มป่วยลงในช่วงต้นปีพ.ศ.2518 ก่อนจะมรณภาพในวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2518 หลังจากนั้นเราจึงจะได้เห็นพระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมารที่'หนังสือพระเครื่องระบุผ่านตัวหนังสือว่ามีการสร้างพระพิมพ์นี้ในปี2517'แต่หาหลักฐานการสร้างไม่เจอ

    "พระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่"กันแบบผิดๆมาโดยตลอด ของแท้ที่ปลุกเสกด้วยผงพรายกุมารโดยหลวงปู่ทิมระหว่างปี2505-2515 ถูกตีค่าว่าเก๊ ปลอมทุกพิมพ์ทุกรุ่นทั้งที่ทางวัดละหารไร่และชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างพระพิมพ์นี้ขึ้นมา ข้อกล่าวหาว่าเก๊ ว่าปลอมมีขึ้นหลังจากที่"หลวงปู่ทิม อิสริโก"ได้มรณภาพไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2518
       โดยผมคนหนึ่งครับ ที่รับรู้รับทราบความจริงมาโดยตลอดจากนักเล่นการพนันตัวยงคนหนึ่งของอำเภอบ้านค่าย ระยองที่ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้วซึ่งอยู่ในขบวนการปลอมพระผงพรายกุมารหลวงปู่ทิมยุคแรกเริ่ม...นี่คือเรื่องจริงจากพื้นที่บ้านค่ายครับ

"ประมาณช่วงปีพ.ศ.2524-2526 มีข่าวการปลอมพระผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม ดังอย่างต่อเนื่องโดยคนในพื้นที่อำเภอบ้านค่าย ระยองร่วมมือกับคนนอกพื้นที่ที่เป็นเซียนพระมาจากกทม.จนมีประโยคเด็ดที่ผมจำได้ชัดเจนไม่เคยลืมเลือนไปจากสมองเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นประโยคที่พูดในช่วงปีพ.ศ.2524-2526  ของนักการพนันผู้นี้ ระหว่างที่นั่งดู'มวยตู้ถ่ายทอดสดจากเวทีช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ'ช่วงบ่ายวันอาทิตย์ของปี2524 ที่ค่ายมวยเลือดบ้านค่าย เขตเทศบาลตำบลบ้านค่าย ระยองที่บอกและพูดคุยกับเพื่อนกลุ่มดูมวยตู้ด้วยสำเนียงเหน่อภาษาระยองว่า
       "ต่อไปนี้นะพระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม จะเล่นยากเพราะของแท้ที่หลวงปู่ทิมปลุกเสก สร้างทำกับมือตัวเอง ทำจากวัดจะถูกตีค่าว่าเก๊ เป็นของปลอมไปเสียฉิบและของที่หลวงปู่ทิมไม่ได้ทำจะถูกอุปโลกขึ้นมาเป็นของแท้ เป็นบล๊อคแรก เป็นบล๊อคนิยม...แต่เดี๋ยวคอยดูนะถ้าหลวงปู่ทิม ศักดิ์สิทธิ์จริงตามคำร่ำลือความจริงต้องถูกเปิดเผยขึ้นมาจนได้น่า..."
     และหลังจากนั้นประโยคที่สื่อความหมายแบบนี้หรือใครจะพูดแบบไหนก้อตาม จะหมายความว่า
'พระขุนแผนผงพรายกุมารแท้ของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ เกจิผู้เปรียบดั่งเทพเจ้าของชาวภาคตะวันออกโดนตีค่าว่าเก๊ ว่าปลอม ส่วนพระขุนแผนผงพรายกุมารที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากการมรณภาพของหลวงปู่ทิม จะถูกชูขึ้นมาหรือ่เขียนเชียร์ขึ้นมาว่าเป็นของแท้ หรือพูดเกินจริงว่าสวยที่สุดในสามโลกตามคำพรรณาโวหารที่โกหกหลอกลวง ไร้ซึ่งความจริงใจทั้งที่ความสวยงามและมีศิลปะในการสร้างพระพิมพ์พรายกุมารสู้ของเก่าที่สร้างระหว่างปี2505-2515 ที่ถูกตีค่าว่าเก๊ว่าปลอม แต่เป็นของแท้จากหลวงปู่ทิม ความงดงามสู้กันไม่ได้อย่างสิ้นเชิงครับ
        และจากวันนั้นในปีพ.ศ.2524 ที่มีข่าวการนำ'ลูกอมผงพรายกุมาร'ไปบดให้ละเอียดและกดพิมพ์ใหม่ที่ระบุว่าเป็นพิมพ์ปี2517 นั้นถึงวันนี้ 33 ปีพอดีครับ.."ความจริงกำลังทำหน้าที่ของตัวเองแล้วโดยมีความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่ทิม หนุนนำ"
        เพราะเมื่อถึงเวลานี้ หลายคนอาจจะมี"พระที่ไม่ใช่หลวงปู่ทิมปลุกเสก หรือปลุกเสกเพียงผงพรายกุมาร แต่บอกว่าเป็นพระขุนแผนพรายกุมารของหลวงปู่ทิม อยู่ที่คอตัวเองก้อได้..เพราะข้อมูลที่เชื่อถือได้เขียนโดยเซียนพระคนดังเมื่อหลายปีก่อน'ใหญ่ ท่าไม้'ระบุเรื่องการนำลูกอมไปกดพิมพ์พระขุนแผนผงพรายกุมารใหม่ว่า'ผงใช่ พระไม่ใช่'เพราะให้หลวงปู่แก้ว ปลุกเสก

"พระพิมพ์ขุนแผนผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ที่มีข่าวเห็นกุมารทองออกมาวิ่งตามรถของคนที่แขวนพระพิมพ์นี้หรือมีกุมารทองบรรจุอยู่ที่องค์พระแต่ละองค์คือพระพิมพ์ปี2505-2515 ครับ....แต่เป็นกุมารทองที่คอยมาดลใจให้ทำในสิ่งที่ดี ละเว้นทำชั่วตามเจตนารมณ์ของหลวงปู่ทิม ดังนั้นเขามาดี ไม่มีพิษภัยแน่นอนพระพิมพ์นี้หลวงปู่ทิมสร้างพิมพ์เล็กให้ผู้หญิงใช้ ส่วนผู้ชายต้องพิมพ์ใหญ่หรือสะดวกพิมพ์เล็กก้อได้ไม่ผิดกฎกติกาแต่อย่างใดครับ"

จึงนำเรียนมาเพื่อความถูกต้องและเพื่อความภาคภูมิใจของพี่น้องเราชาวระยองและทุกท่านที่รักและศรัทธาต่อหลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ครับ


Ph.d ภิเษก ศรีสวัสดิ์


ดุษฎีบัณทิตย์จากม.เกษตรศาสตร์ ชาวบ้านค่าย'เลือดบ้านค่าย'โดยกำเนิดครับ

แหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียงหิ่งห้อยชาเลท์

ชลบุรี  เมืองแห่งการท่องเที่ยวระดับโลกที่หลากหลายเกินใจคิด  เดินทางไปเยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์   วัด  วัง   ดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติ  ผืนไพร  และสัตว์ป่า   ใครชื่นชอบกิจกรรมสนุกๆที่นี่ก็มีพร้อม  หรือจะปล่อยใจไปกับโชว์สุดอลังการระดับโลก  และเดินช็อปปิ้งสุดสนุก   มีเพียงชลบุรีเท่านั้นที่จะพาคุณไปพบประสบการณ์ทั้งหมดนั้นได้...  

1.  วัดใหญ่อินทาราม
 
วัดใหญ่อินทาราม  เดิมชื่อ “วัดหลวง” เป็นวัดสำคัญเก่าแก่คู่เมืองชลบุรี  สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย  ในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างชั้นครูที่งดงามมาก  สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์  ทรงตรัสชมว่า  “ฝีมืองามมาก  อย่าให้ซ่อมแซมเป็นอันขาด”  โดยเฉพะภาพจิตรกรรมฝาผนังเหนือขอบหน้าต่างเป็นภาพเทพชุมนุม  ส่วนที่ผนังสองด้านเขียนเรื่องทศชาติชาดก  พระเวสสันดรชาดก  และยังมีพลับพลาตรีมุข  สร้างด้วยไม้ประดิษฐานพระพุทธรูปหล่อสำริดทรงเครื่องกษัตริย์  เรียกกันว่า “หลวงพ่อเฉย”  
ถ้าเป็นไปได้  ควรไปเที่ยวชมวัดนี้ในวันพระ  เพราะถ้าเป็นวันธรรมดา  ต้องติดต่อขอกุญแจโบสถ์จากเจ้าอาวาส  นอกจากนี้ยังมีพระนักวิชาการพานำชมและอธิบายให้ความรู้ด้วย 

ที่ตั้ง :
 อยู่กลางเมืองชลบุรี  จากถนนสุขุมวิท  เลี้ยวเข้าตัวเมืองชลฯ  ที่สี่แยกเฉลิมไทย  เข้าสู่ถนนโพธิ์ทอง  แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจตน์จำนงค์  วัดอยู่ทางด้านซ้ายมือ  ก่อนถึงสี่แยกตัดกับถนนอัครนิวาส (สี่แยกท่าเกวียน)  หน้าวัดมีลานจอดรถกว้างขวาง
การเดินทาง : ถ้าไม่มีรถยนต์ส่วนตัว  สามารถขึ้นรถสองแถวสายรอบเมืองชลบุรีได้
เวลาทำการ : เที่ยวชมได้ตั้งแต่เวลาประมาณ  08.00-17.00 น.
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม
ติดต่อ : โทร. 0-3827-5844

 

 
2.  หาดบางแสน

 
หาดบางแสน  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยมาช้านาน  มีถนนตัดเลียบหาดเคียงคู่ไปกับทิวมะพร้าว   ถัดเข้าไปมีร้านอาหาร  ร้านขายของที่ระลึก  และที่พักเรียงรายอยู่จำนวนมาก  นักท่องเที่ยวนิยมไปนั่งพักผ่อนชมทิวทัศน์ทะเลกันบนเก้าอี้ผ้าใบบนชายหาด  พร้อมมีบริการห่วงยางให้เช่าว่ายน้ำ  มีเรือบานาน่าโบ๊ต  จักรยานให้เช่า  และห้องอาบน้ำจืด  ทุกวันหยุดหาดบางแสนจะคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว  เนื่องจากเป็นชายหาดขนาดใหญ่ที่ใกล้กรุงเทพฯมากที่สุด  จึงสามารถเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับได้
 
บางแสนเริ่มเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2486  จนถูกขนานนามว่า “บางแสนดินแดนสุขี”  มีผู้เดินทางมาเยือนเป็นจำนวนมาก  จนครั้งหนึ่งบางแสนเคยทรุดโทรม  ผิดกับปัจจุบันที่ได้รับการดูแลจัดระเบียบอย่างดี  จึงกลายเป็นชายหาดที่สะอาด  น่าเที่ยวในทุกฤดูกาล  โดยหาดบางแสนนี้มีความยาวต่อเนื่องกันถึง 4.5 กิโลเมตร  แบ่งออกเป็น 3 ส่วน  คือ  หาดบางแสน  เป็นช่วงกลางของหาดและเป็นจุดที่นิยมลงเล่นน้ำกัน  ถัดมาคือ  แหลมแท่น  เป็นช่วงเหนือสุดของหาด  มีโขดหินสวยงาม  ลงเล่นน้ำไม่ได้  และส่วนสุดท้ายคือ  หาดวอนนภา  เป็นชายหาดตอนใต้สุด  บรรยากาศเงียบสงบ  มีหมู่บ้านประมงพื้นถิ่นเล็กๆ กระจายอยู่ห่างๆ กัน

ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรี 14 กิโลเมตร  ที่ตำบลแสนสุข  แยกขวาจากถนนสุขุมวิท   ตรงหลัก กม. 104 เข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร
การเดินทาง : ถ้าไม่มีรถยนต์ส่วนตัว  สามารถขึ้นรถสองแถวได้ที่ตลาดหนองมนเข้าสู่หาดบางแสน  มีรถวิ่งตลอดวัน
เวลาทำการ :  เที่ยวชมได้ตลอดเวลา
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

 

3.  เขาสามมุข
 
เขาสามมุข  เป็นจุดท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงควบคู่กับหาดบางแสน  เป็นทั้งที่ตั้งของศาลเจ้าแม่สามมุขอันศักดิ์สิทธิ์  และเป็นจุดชมวิบนยอดเขาสูงที่มีฝูงลิงอาศัยอยู่จำนวนมาก  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ไปเล่นน้ำที่หาดบางแสน  ก่อนกลับบ้าน  มักจะแวะเที่ยวที่นี่เช่นกัน  อีกทั้งยังเป็นบริเวณที่มีร้านอาหารทะเลอร่อยๆอยู่หลายร้าน
 
ศาลเจ้าแม่สามมุข  เป็นศาลเจ้าจีนที่ตั้งอยู่ภายใต้หลืบผาหิน  บริเวณเชิงเขาสามมุขด้านทิศเหนือหันหน้าออกสู่ทะเล  โดยย้ายมาจากบริเวณด้านตะวันตกของเขาสามมุข  ศาลแห่งนี้มักมีผู้คนแวะมากราบไหว้ขอพร  และบนบานกันอยู่เสมอ  โดยผู้ที่ได้รับผลสำเร็จตามคำขอจะแก้บนโดยการจุดประทัด  และซื้อสร้อยมุขมาถวายแด่รูปปั้นเจ้าแม่  นับเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวชาวจีน  ฮ่องกง  และไต้หวัน  นิยมปฏิบัติกันมาก  ชั้นบนของศาลเจ้าแม่ฯ เป็นวิหารพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ให้สักการะ  บริเวณหน้าวิหารมีระเบียงชมวิวทะเลด้วย
 
จุดเด่นอีกอย่าง คือ  ฝูงลิงป่า  ที่อาศัยอยู่บนเขาหินลูกนี้มาแต่เดิม  พวกมันมักจะออกมาอวดโฉมเพื่อขออาหารกันอยู่ตลอดวัน  ลิงป่าที่นี่มีจำนวนนับพันตัว  และบางตัวค่อนข้างดุ  จึงต้องระวังด้านความปลอดภัยด้วย

ที่ตั้ง : อยู่บริเวณแหลมสามมุข  จากอ่างศิลาไปตามทางหลวงหมายเลข 3134 อีกราว 3 กิโลเมตร  พบป้ายบอกทางไปเขาสามมุข  เลี้ยวขวาไปตามป้ายอีก 1 กิโลเมตร  จนถึงศาลเจ้าแม่สามมุข  หรือถ้ามาจากหาดบางแสน  ใช้ถนนเส้นเลียบหาดมุ่งตรงสู่แหลมแท่น  จะมีป้ายบอกทางไปตลอด  ห่างจากหาดบางแสนราวๆ 2 กิโลเมตร
การเดินทาง : เขาสามมุขไม่มีรถสองแถวผ่าน  จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก  หรือไม่ต้องเช่ารถสองแถวจากตลาดหนองมนให้ไปส่ง  แล้วรอรับกลับก็ได้
เวลาทำการ : เขาสามมุขเป็นพื้นที่สาธารณะ  จึงผ่านไปชมได้ตลอดเวลา  แต่กลางคืนค่อนข้างเปลี่ยว  นักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนและกราบไหว้ศาลเจ้าแม่สามมุขในเวลากลางวัน  จนถึงเวลาประมาณ 18.00 น.
ค่าเข้าชม : ไม่เสียค่าเข้าชม

 

4.  สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 
สวนสัตว์เปิดเขาเขียว  เป็นป่าแห่งเดียวของชลบุรี  ดำเนินงานโดยองค์การสวนสัตว์    
นักท่องเที่ยวจะได้ชมสัตว์มากถึง 300 ชนิด  ทั้งสัตว์ของไทยและจากต่างประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นช้าง  กระทิง  วัวแดง  ฮิปโปโปเตมัส  ชะนี  ค่าง  ลิงลม (นางอาย)  ม้าลาย  ยีราฟ  นกกระจอกเทศ  ไฮยีน่า  เสือ  สิงโต  กวางดาว  ละมั่ง  แพะภูเขา  เลียงผา  หมี  นกยูง  นกกระเรียน  นกเงือก  ฯลฯ  ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กว้างขวาง มีการจัดสภาพแวดล้อมให้เป็นธรรมชาติเหมาะแก่อุปนิสัยของสัตว์นั้นๆ  และสามารถให้นักท่องเที่ยวเดินชมได้อย่างใกล้ชิด  แต่ก็ยังมีบางส่วนอยู่ในกรงเพื่อกันการหลบหนี  และเพื่อความปลอดภัยของตัวนักท่องเที่ยวเอง
 
สวนสัตว์เปิดเขาเขียวจัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2517  โดยฟื้นฟูสภาพป่าเขาเขียวที่เสื่อมโทรมขึ้นมาใหม่  จากนั้นได้นำสัตว์บางส่วนจากสวนสัตว์ดุสิตมาปล่อยเลี้ยงไว้ตามสภาพธรรมชาติ  แล้วเริ่มเปิดให้คนเข้าชมเมื่อปี พ.ศ. 2521  ปัจจุบันมีเนื้อที่กว่า 5,000 ไร่  นับเป็นสวนสัตว์เปิดที่มีเนื้อที่มากที่สุดในโลก  แบ่งออกเป็นส่วนวิจัยและศึกษาพันธุ์สัตว์ป่าหายาก   สวนสัตว์เปิด  และส่วนบริการ 
 
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของที่นี่ คือ  “สวนนก”  ซึ่งสร้างขึ้นด้วยโครงเหล็กขนาดใหญ่คลุมด้วยตาข่าย  กินพื้นที่ถึง 5 ไร่   ภายในมีเส้นทางเดินขึ้นไปเนินเขา  แล้ววนกลับลงมา  ที่นี่มีนกหลายชนิดส่งเสียงร้องและบินไปมาอยู่ทั่วสวน  อาทิ  นกฟลามิงโก้  นกเขียวคราม  นกกางเขนดง  นกแต้วแล้ว  นกขมิ้น  ไก่ฟ้า  เป็ดก่า  และอื่นๆ  นอกจากนี้ทุกวันยังมีการจัดกิจกรรมชมสัตว์ในเวลากลางคืน  (Night Safari)  แก่บุคคลทั่วไปอีกด้วย

ที่ตั้ง : บริเวณเชิงเขาเขียว  ห่างจากตัวเมืองศรีราชาเข้าไป 25 กิโลเมตร
การเดินทาง : 
-รถยนต์ส่วนตัว  จากถนนสุขุมวิทบริเวณตลาดบางพระ  เดินทางไปตามป้ายบอกทางสวนสัตว์เปิดเขาเขียว  ที่มีอยู่อย่างชัดเจนเป็นระยะๆ  ถนนจะลัดเลาะไปตามขอบอ่างเก็บน้ำบางพระ  ผ่านสนามกอล์ฟบางพระ  ขึ้นสะพานข้ามทางหลวงหมายเลข 7 (กรุงเทพฯ-พัทยา)  จากนั้นตรงต่อไปอีก 7 กิโลเมตร  จนถึงปากทางเข้าสวนสัตว์ฯ  สามารถขับรถวนภายในสวนสัตว์  และจอดแวะชมตามจุดต่างๆได้โดยสะดวก  
-รถสองแถว  คิวอยู่ในถนนไปอ่างเก็บน้ำบางพระ  ตรงข้ามศาลเจ้า  จะรอให้คนเต็มหรือจะเหมาไปก็ได้
เวลาทำการ : 08.00-18.00 น.  ส่วนบริการ Night Safari มี 2 รอบ  คือเวลา 19.00 น. และ 20.00 น.
ค่าเข้าชม : ชาวไทย  ผู้ใหญ่ 100 บาท  เด็ก 50 บาท  ชาวต่างชาติ  300 บาท
ติดต่อ : โทร. 0-3829-8270, 0-3829-8195  โทรสาร. 0-3829-8272   
เว็บไซต์  www.kkpenzoo.comwww.zoothailand.com

 

5.  พัทยา
 
พัทยา  เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ  และเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก  โดยมีสถานที่ท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ  จุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวเริ่มจากทหารอเมริกันได้แวะขึ้นฝั่ง  แล้วเช่าบ้านพักตากอากาศที่พัทยาเป็นประจำทุกสัปดาห์  ต่อมาพัทยาจึงได้พัฒนาขึ้นจากหมู่บ้านชายทะเลอันเงียบสงบ  กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศระดับนานาชาติดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
 
หาดพัทยา  เป็นหาดทรายที่มีความยาวต่อเนื่องประมาณ 3 กิโลเมตรเศษ  โดยแบ่งเป็นพัทยาเหนือ  พัทยากลาง  และพัทยาใต้  โดยที่หาดพัทยาใต้นั้นถือเป็นศูนย์รวมความเจริญและแสงสี  ยามค่ำคืนมีการปิดถนนเป็น Walking Street ให้นักท่องเที่ยวเดินช็อปปิ้งได้โดยสะดวก  ส่วนบริเวณชายหาดก็ร่มรื่น  แถวๆหาดพัทยาเหนือเป็นบริเวณที่สงบกว่าส่วนอื่น  นักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัวนิยมไปเล่นน้ำพักผ่อน  หรือเล่นกีฬาทางน้ำต่างๆ  ส่วนชายหาดพัทยากลางไปถึงพัทยาใต้จะคึกคักคับคั่งกว่า  เพราะเป็นย่านธุกิจ  ร้านค้า  โรงแรม  ห้างสรรพสินค้า  ร้านขายของที่ระลึก  และแหล่งบันเทิงครบวงจร

ที่ตั้ง : อยู่ห่างจากอำเภอเมืองชลบุรีประมาณ 50 กิโลเมตร  และห่างจากกรุงเทพฯ 140 กิโลเมตร  ช่วงระหว่างอำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ

6.สวนเสือศรีราชา

 

 



               สวนเสือศรีราชาได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน ปี 2540 บนเนื้อที่ 
       250 ไร่  เลขที่ 341 หมู่ 3 ต. หนองขาม อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี สวนเสือศรีราชาแห่ง
       นี้ได้กำเนิดขึ้นมาจากแรงบันดาลใจ ที่ทางคณะผู้บริหารมีใจรักในอาชีพปศุสัตว์มาก่อน กอปรกับ
       ได้มีโอกาสเดินทางศึกษาดูงานและเก็บข้อมูลจากสถานที่ต่าง ๆ หลายประเทศทั่วโลก
       นำจุดเด่นของแต่ละสถานที่มาพัฒนาปรับใช้กับสวนเสือศรีราชา 

               สวนเสือศรีราชาเริ่มเพาะเลี้ยงเสือโคร่งในปี 2532 โดย เสือที่เพาะเลี้ยงเป็น
       เสือโคร่งพันธุ์ เบงกอล ซึ่งได้มาจากสวนสัตว์เชียงใหม่ 2 คู่ และสวนสามพรานอีก 2 คู่
       จุดประสงค์ที่ทางสวนเสือศรีราชาเพาะเลี้ยงเสือโคร่ง เนื่องจากเสือโคร่งพบมากที่สุดคือ
       ในทวีปเอเชีย ถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของทวีปเอเชีย ซึ่งในปัจจุบันนี้เสือ
       โคร่งในธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลงเนื่องจากภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และจากมนุษย์ 
       และที่เลือกเสือพันธุ์เบงกอล เพราะเสือพันธุ์นี้สามารถอาศัยในภูมิอากาศของประเทศไทย
       ได้มีขนาดลำตัวที่ใหญ่ มีสีเข้มสวยงาม ในปี2552 นี้เราตั้งเป้าว่าเราจะมีเสือโคร่งกว่า 
       400 ตัวนับได้ว่าเป็นความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงและอนุรักษ์เสือโคร่ง

Location

เพียง 1 ชั่วโมงครึ่ง จากกรุงเทพฯ เดินทางมุ่งหน้า สู่จัดหวัดชลบุรี สะดวกสบายด้วยมอเตอร์เวย์ ออกจากมอเตอร์เวย์ เข้าเส้นบายพาส สามารถเข้าได้ถึง 4 เส้นทาง ทางเข้าที่ 1 เข้าทาง แยกสวนสัตว์เปิดเขาเขียว วิ่งไปจนถึงแยกบ้านทางตรง เลี้ยวขวา จะไปตัดกับทางเข้าที่ 2 ผ่านศาลเจ้ากวนอู วิ่งไปตามเส้นทางถึงทาง แยกซึ่งตัดกับ ทางเข้าที่ 3 ผ่านศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือ ตรงไปเจอทางแยก เลี้ยวซ้าย ผ่านวัดโค้งดารา วิ่งตรงไปอีกประมาณ 900 เมตร ก็จะถึงหิ่งห้อยชาเลท์ อยู่ทางด้านขวามือ ไม่ต้องกลัวหลงทางครับ เพราะมีป้ายบอกทางตลอดจนถึงที่พัก หรือถ้ามาจากศรีราชาสามารถ วิ่งตรงเข้าทางสวนเสือศรีราชา เลยสวนเสือ เลี้ยวซ้ายจะมาตัดกับ ทางเข้าที่ 3 วิ่งไปตามป้ายบอกทางก็จะถึงหิ่งห้อยชาเลท์ได้เช่นเดียวกัน  ระยะทางจากถนนใหญ่ (ทางหลวงหมายเลข 7 ) เข้ามาจนถึง หิ่งห้อยชาเลท์ ประมาณ 11 ก.ม.

 

 

พิกัด GPS

13.168542,101.087638

 
ดู Firefly Chalet ในแผนที่ขนาดใหญ่กว่า

โทรจองล่วงหน้าได้ที่ สายด่วน


โทร 08-4329-4224
      08-1913-5091
      08-1903-4863


 

บริหารงานโดย สวัสดิ์ เนียมศิริ
Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

สำหรับท่านที่ยังไม่เคยมาเที่ยวหิ่งห้อยชาเลท์ ลองคลิกชมคลิปวีดีโอก่อน แล้วจะอยากมาเยือน

 

คลิปวีดีโอ พาชมหิ่งห้อยชาเลท์

 

สื่อต่างประเทศ สัมภาษณ์ คุณสวัสดิ์ ผู้บริหาร หิ่งห้อยชาเลท์



 ดูคลิปบรรยากาศภายในหิ่งห้อยชาเลท์แบบเต็ม ๆ ความยาว 23 นาที

 

Room Rates